reinny's profile*...reinny...*PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
March 11 เออ...กรูผิดเอง(ขออภัยในความไม่สุภาพ)พยายามแล้วนะ
ไม่อยากโกรธ เพราะรู้ว่าไม่ได้ตั้งใจ
แต่มันอดไม่ได้จริงๆ
คนเราอยู่ด้วยกัน
มีอะไร คิดอะไรก็ไม่พูดกัน
แต่กลับเอาไปป่าวประกาศให้คนอื่นรับรู้
เหมือนเราเป็นผู้ร้ายเลย
ทำไมอ่ะ
การที่เราไม่ได้รับมือกับปัญหาด้วยการเซื่องซึม
เสียใจอะไรก็ร้องไห้
มันแปลว่าเราไม่มีความรู้สึกหรือไง
ขอโทษละกันที่ทำให้คิดเป็นยังงั้น
แต่เรารู้สึกเป็นว่ะ
เสียใจก็ได้
ร้องไห้ก็เป็น
ก็แค่ไม่ชอบทำให้คนอ่นเห็นเท่านั้นเอง
September 03 ...It's funny when you find yourself looking from the outside
I'm standing here but all i want is to be over there
" Why did i let myself believe
miracles could happen "
'cause now i have to pretend that i don't really care
I thought you were my fairytale
a dream when i'm not sleeping
a wish upon the star is coming true
but everybody else could tell
that i confused my feelings with the truth
When there was me and you
I swore i knew the melody that i heard you singing
" And when you smiled you made me feel like i could sing along "
But then you went and changed the words
Now my heart is empty
I'm only left with used-to-be's an once upon a song
" Now i know you're not a fairytale
and dreams were meant for sleeping "
and wishes upon a star just don't come true
cause now even i could tell
that i confused my feelings with the truth
because i liked the view
When there was me and you
I can't believe that
I could be so blind It's like you were floating While I was falling And I didn't mind Cause I liked the view Thought you felt it too When there was me and you When there was me and you
ost. High School Musical August 31 ง่วง...แต่อยากเขียนณ อัษฏางค์ 11 เหนือ
ค่ำคืนหนึ่งระหว่างอยู่เวร
อยู่เวรแล้วไม่เยินมา 2 รอบแล้วนะ!!!!
ดีใจจนไม่รู้จะบอกยังไง
วันนี้คงมาอัพได้แค่สั้นๆ เพราะรายงานอีกมากมายทับถมอยู่
แต่อยากแวะมาบอกว่า
" สบายดีอยู่ค่า "
ไปละ
สู้ๆเน้อ August 01 งึมงัมหลังสอบมาอัพเสปซแล้วจ้า..........
เพิ่งสอบจักษุวิทยาเสร็จไปหมาดๆ ทำให้ได้รู้ว่า
" ถูกฆ่าด้วยรอยยิ้ม " นี่มันเป็นอย่างไร ทำกันได้นะคะอาจารย์
เลือดเย็นที่สุด
แต่ก็ช่างเถอะหนอ มันผ่านไปแล้วหนอ
วันนี้จะมาว่าด้วยผลลัพธ์ของวิชามาร
(หากต้องการเคล็ดวิชา เชิญได้ที่เสปซคุณออย)
วิชาการเสกmp3ที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากท่านออย
แม้ข้าน้อยจะยังไม่บรรลุถึงขั้นสูงสุดแต่ก็ตั้งใจจะพัฒนาอย่างเต็มที่นะเออ
(ทีเรื่องแบบนี้ละตั้งใจเหลือเกิน)
ด้วยเพลงมากมายที่ได้มาตอนนี้ก็มีเพลงที่ชอบเพิ่มขึ้นอีก
วงที่กำลังบ้าสุดก็นี่เลย
Fall out boy กะ Arctic monkey
มาจากคนละฟากแอตแลนติกแต่ฝีมือสุดยอดทั้งคู่
โดยเฉพาะคุณนักร้องของวงแรก...เสียงเพราะมากกกกกกกกกกกกก
หลังจากสำเร็จวิชาเสกmp3 ก็กำลังจะเลเวลอัพตัวเอง
ด้วยการฝึกตามหาคลิป...ไม่ใช่คลิปโป๊นะเฟร้ย
อันนี้ยังไม่รู้จะทำไง แต่ก็พยายามอยู่
ท่านใดพอมีเคล็ดวิชาที่ไม่ยากก็ฝากบอกกันมั่งเน้อ...
จักเป็นพระคุณหลายๆ June 14 เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย...สเปซก็เลยเป็นไปด้วยรึไงนะไม่เข้าใจความแปรปรวนของสเปซเท่าไหร่...
วันไหนที่เข้ามาแล้วสเปซดูสมบูรณ์พูนสุขดี จะเป็นวันที่แอดบล็อกเพิ่มไม่ได้
ส่วนวันไหนเข้ามาแล้วพื้นหลังกลายเป็นสีขาว กลับทำได้สบายๆ
"งง"
ตอนนี้ย้ายตัวเองไปสิงสถิตย์อยู่ในบล็อกแกงค์ไปแล้ว
ด้วยเบื่อความไม่แน่ไม่นอนของมันเนี่ยแหละ
จริงๆ ชอบสเปซมากกว่านะ เพราะรู้สึกว่ามันส่วนตัวดี
คนที่เข้ามาดูก็มีแต่เพื่อนๆ กับตัวเอง
แต่เล่นนานๆได้อัพทีอย่างนี้ก็ไม่ไหวเน่อ...บางวันมันก็ต้องมีเรื่องอยากระบายมั่งสิ
พอละๆ เข้ามาอัพสั้นๆ ให้หายอยาก....
แอบโฆษณาสเปซคุณออยหนึ่งแว๊บด้วย...
มีลิงค์ไปบล็อกของวงดนตรีต่างๆมากมาย
หนึ่งในนั้นมี"ซิลลี่ฟูล"ด้วย
ใครอยากเห็นเชิญคลิกที่ด้านขวา...ตรงที่มีหน้าคุณออยอยู่นั่นแหละ
แล้วคุณจะรู้ว่าคนเก่งเทคโนโลยีบางทีก็ทำบล็อกไม่เป็นนะเออ!! April 15 contraindicationช่วงนี้อัพถึ่เนอะ...
ไม่ได้ว่าง แต่เห็นเสปซเป็นที่ระบายความเครียดไปซะแล้ว
ตอนนี้วันที่ในไดอารี่ก็เลยหยุดไปได้เดือนกว่าๆ เพราะไม่มีเรื่องให้เขียน
ในเมื่อเรื่องที่เครียดนั้นมาพิมพ์ในเสปซได้ ก็เลยหยุดเขียนไดไปพักหนึ่ง..
นับว่าเป็นเรื่องดีกับตัวเองนะเนี่ย เพราะไม่ต้องเก็บอะไรไว้มากมาย
สำหรับวันนี้ ว่าด้วยเรื่องของ"มือ"
เพราะว่าเราอยู่ ortho ก็เลยไม่ค่อยได้ทำหัตถการอะไรมากมายนัก
หลังจากกลับจากเยอรมันก็แทบไม่ได้แตะต้องอะไรอีกเลย
ซึ่งก็ดีเหมือนกันเพราะช่วงที่อยู่ที่โน่นอากาศหนาว
ปลายนิ้วเลยแตกๆ มันแข็งๆเล็กน้อยทั้งๆที่ทาโลชั่นทั้งวันแล้วนะ
ปัญหาใหญ่คือรู้สึกได้ว่าผิวที่มือเรามัน sensitive มากเกินไปแล้ว~
ตั้งแต่ขึ้น clinic มาก็มีเรื่องให้กลุ้มกะมันอยู่ตลอด และก็ตามมาหลอกหลอนตอนนี้ด้วย
เรื่องของเรื่องคือ เราสงสัยว่าอาจจะแพ้(หรือแค่ sense เกินก็ได้)ต่ออะไรบางอย่าง
มีผู้ต้องสงสัย 2 อัน คือ..."แป้งในถุงมือ" กับ "แอลกอฮอล์ล้างมือ"
เนื่องด้วยเราจะมือลอกเป็นประจำในช่วงที่ต้องทำหัตถการบ่อยๆ
ชนิดที่ว่าโลชั่นไหนๆก็เอาไม่อยู่ (เป็นขุยๆ น่าเกลียดมากมาย)
และอาการนั้นก็เป็นมากๆๆๆๆในช่วงที่อยู่ศัลย์กับเมดเมื่อปีที่แล้ว...
ซึ่งก็รู้กันว่า2วอร์ดนี้ใส่ถุงมือบ่อยมาก
ส่วนปีนี้แม้จะเพิ่งขึ้น ortho มาได้ 2 สัปดาห์
ใส่ถุงมือไป 2 ครั้งได้ มันก็เอาอีกแล้ว.........คราวนี้แอบแสบนิดๆด้วย T_T"
จริงๆตอนนี้สงสัยว่าจะเป็นเพราะแป้งมากกว่าแอลกอฮอล์นะ
เพราะตอนอยู่ที่เยอรมันก็ใช้แอลกอฮอล์ล้างมือเหมือนกัน
แต่ถุงมือที่โน่นจะเป็นแบบไม่มีแป้ง มันก็ไม่เห็นจะลอกจะเป็นอะไรซักนิด
งานนี้คงต้องดูต่อไปนานๆ ถ้าไม่ดีขึ้นคงต้องทำอะไรซักอย่างแล้วละ
ว่าแต่ถ้าแพ้แป้งในถุงมือขึ้นมาจริงๆ ชีวิตคงลำบากขึ้นอีกโข
แม้จะยังไม่รู้ว่าแพ้แป้งในถุงมือ sterile ด้วยรึเปล่า แต่ก็ทำให้เราหวั่นๆอยู่
ยังไงจนถึงตอนนี้ก็ยังอยากเรียนศัลย์อยู่ดี
ไม่อยากจะทำผ่าตัดแล้วออกมามือลอกเป็นแผ่นๆ หรอกนะ~
จะมีทางไหนช่วยได้มั่งมั๊ยเนี่ย?!?!?!
---------------------------------------------------------------------
เรื่องเครียดๆ ก็จบลงไป
มาถึงเรื่องดีๆมั่งดีกว่า
สงกรานต์นี้ไม่ได้ไปเที่ยวที่ไหนเลย
กลับบ้านมา 2 วัน แล้วก็กลับมาอยู่หอ เพราะเมื่อวานอยู่เวร
แต่ก็เป็นการอยู่เวรที่มีความสุขนะ
พี่ๆ ortho ใจดีมากมาย สอนตลอดเลย
เรียกว่าความรู้ที่เราพึงจะมีทั้งหมดในตอนนี้กับเวลาที่ผ่านมา 2 สัปดาห์
ได้มาจากการอยู่เวรล้วนๆ~
แต่ก็เหลืออีกแค่ 2 วันเท่านั้นกับการอยู่เวร.....อื้ม...น้อยเนอะ
เวลาที่เหลือก็ต้องตั้งใจอ่านหนังสือ...^^* จะทำได้มั๊ยน้อ
เมื่อวันก่อนมีพี่เรสซิเดนท์ผู้ใจดีท่านหนึ่ง
คุยกับน้องๆอย่างพวกเราว่าปี 5 เป็นปีที่ว่างที่สุด
อยากทำอะไรก็ทำซะ...ไม่งั้นอาจมานั่งเสียดายทีหลังได้ว่าเอ๊...ปี 5 เราทำอะไรอยู่หนอ
ก็ทำให้เราฉุกคิดขึ้นมาได้..
ทุกปีๆ เราจะมีเป้าหมายของปีนั้นๆ เช่น...
ปี 2 ทำ netter(หนังสั้นนะ) + งานอื่นๆ
ปี 3 จะทำละคร
ปี 4 จะทำงาน ifmsa ให้เต็มที่
พอลองคิดดู ไม่มีปีไหนซักปีที่เราบอกกับตัวเองว่า"ปีนี้จะเรียนให้ดีที่สุด"
เพราะฉะนั้นในปีนี้แหละ
เป้าหมายของปี 5
ข้าพเจ้าจะปั๊มเกรดให้ถึง 3.5 เป็นอย่างน้อยค่า~
ไหนๆ ก็ไหนๆ ปีที่แล้วเรียนๆ เล่นๆ มันยังเกินเป้าหมายมาได้จิ๊ดนึง
เพราะงั้นปีนี้ก็เลยตั้งให้สูงขึ้นอีก.........(ความละโมภเป็นสิ่งไม่ดี แต่หวังเกรดสูงๆคงไม่ผิดอ่ะนะ)
ถ้าตั้งใจก็น่าจะทำได้เนอะ
สู้ตายค่า!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!! April 12 syndromes and a centuryเรียน ท่านสื่อมวลชนและท่านผู้อ่านทุกท่าน เรื่อง งดฉายหนัง ‘แสงศตวรรษ’ ตามกำหนดการเดิม วันพฤหัสบดีที่ 19 เมษายนนี้ จะเป็นวันแรกของการฉายภาพยนตร์เรื่อง แสงศตวรรษ โดยจะเป็นการฉายแบบจำกัดโรงเพียง 2 โรงเท่านั้น หนังเรื่องนี้เป็นผลงานการกำกับของ เจ้ย - อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ผู้กำกับหนังแนวศิลปะที่ได้รับการจับตาในวงการหนังระดับโลก จากผลงานเรื่อง สุดเสน่หา และ สัตว์ประหลาด และยังเป็นศิลปินเจ้าของรางวัลศิลปาธร ปี 2549 สาขาภาพยนตร์ จากสำนักศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย แสงศตวรรษ เป็นหนังเรื่องล่าสุดของ ‘เจ้ย’ ที่นอกจากจะได้แข่งขันในเทศกาลภาพยนตร์เมืองเวนิซ และเดินทางไปฉายตามเทศกาลสำคัญต่างๆ มากกว่า 10 เทศกาลทั่วโลกแล้ว ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา แสงศตวรรษ เพิ่งคว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังเอเชียโดวิลล์ ประเทศฝรั่งเศส และรางวัลลำดับภาพยอดเยี่ยม จาก Asian Film Awards ประเทศฮ่องกง แต่แล้วกำหนดการฉายหนังก็ไม่ได้เป็นไปตามที่ทีมงานคาดไว้ เมื่อแสงศตวรรษไม่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์ โดยคณะกรรมการมีเงื่อนไขให้ฉายหนังเรื่องนี้ได้ก็ต่อเมื่อต้องตัดฉากสำคัญออกไป 4 ฉาก เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ ผู้กำกับ เจ้ย อภิชาติพงศ์ จึงตัดสินใจ ‘ไม่’ ตัดทอนหนังเรื่องนี้ ดังนั้นทางทีมงานจึงมีความจำเป็นต้องแจ้งให้ท่านสื่อมวลชนทราบว่า หนังเรื่อง แสงศตวรรษ จะไม่เข้าฉายในประเทศไทย ในขณะนี้ผู้กำกับอภิชาติพงศ์กำลังเดินทางโปรโมตภาพยนตร์ในประเทศสหรัฐอเมริกา เขาแสดงความเสียใจผ่านทางอีเมล์ว่า “ในฐานะนักทำหนังคนหนึ่ง ผมปฏิบัติกับหนังของผมประดุจลูกชายและลูกสาว เมื่อผมให้กำเนิดเขา พวกเขาก็มีชีวิตเป็นของตนเอง ผมไม่ใส่ใจว่าผู้คนจะรักหรือเกลียดลูกของผม ตราบใดที่ผมสร้างเขาขึ้นมาด้วยความตั้งใจและความพยายามอย่างสูงสุด ถ้าลูกๆ ของผมไม่สามารถอาศัยอยู่ในประเทศของเขาเองไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอันใดก็ตาม ก็ปล่อยเขาเป็นอิสระเถิด เพราะมันยังมีพื้นที่อื่นๆ ที่ต้อนรับเขาอย่างอบอุ่นในแบบอย่างที่เขาเป็น มันไม่มีเหตุผลเลยที่ต้องทำให้พวกเขาพิกลพิการจากระบบแห่งความกลัวหรือความละโมบ มิฉะนั้นแล้วมันก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่คนสักคนหนึ่งจะสร้างงานศิลปะต่อไป” แปลจาก "I, a filmmaker, treat my works as my own sons or my daughters. When I conceived them, they have their own lives to live. I don't mind if people are fond of them, or despise them, as long as I created them with my best intentions and efforts. If these offspring of mine cannot live in their own country for whatever reasons, let them be free. Since there are other places that warmly welcome them as who they are, there is no reason to mutilate them from the fear of the system, or from greed. Otherwise there is no reason for one to continue making art." April 09 บทสรุปของการเดินทางคนๆหนึ่งออกเดินทางโดยไม่รู้จุดหมาย
ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังไปที่ใด
เพื่ออะไร
คนๆหนึ่งออกเดินทางด้วยความสับสน
เกิดคำถามมากมายระหว่างนั้น
ที่ไหน...............
เมื่อไร..............
ความเหนื่อยที่พอกพูน
ความท้อแท้ที่สะสม
เพิ่มขึ้นพร้อมๆกับกำลังใจที่หายไป
เวลาผ่านมาเนิ่นนาน
วันหนึ่ง
นักเดินทางได้พบจุดหมาย
แม้จะยังไปไม่ถึง
แต่อย่างน้อย
การได้รู้ว่าสิ่งที่ตามหา
จุดหมายของการเดินทางที่ไม่รู้จบนั้นมีอยู่จริง
แค่เท่านั้นก็เพียงพอ
March 27 แวะมาแป๊บเดียว...เดี๋ยวก็(กลับ)ไปละนะไปตะลอนทัวร์มาอีกแล้วค่า.........
คราวนี้ไปแถบอีสาน (หรือตะวันออกเฉียงเหนือ) 2 วัน 1 คืน 2 เมือง
เหนื่อย...............................แต่ชอบมากๆๆๆ
Leipzig กับ Dresden เป็นเมืองที่ใหญ่อย่างไม่นึกมาก่อน
ในหัวเราพอคิดถึงว่าเป็นฝั่งตะวันออกก็นึกถึงเมืองเล็กๆ เก่าๆ
ที่นี่เป็นเมืองเก่าก็จริงแต่กำลังพัฒนาแบบรวดเร็ว
จนตอนนี้ในเมืองมีผสมผสานทั้งของเก่าของใหม่ ดูๆแล้วสวยแล้วก็ให้ความรู้สึกดี
เหมือนว่าไม่ว่าจะก้าวหน้าไปแค่ไหนแต่ก็ยังไม่ลืมรากฐานของตัวเอง
ไปเดินมาเมืองละ 1 วัน
ถึงจะแค่วันเดียวแต่รู้สึกว่าคุ้มมากๆ เพราะอยู่ถึงมืดค่ำ
คราวที่ไปทางเหนือเดินได้แค่ตอนสว่างๆ เพราะไปคนเดียว
คราวนี้มีเพื่อนเที่ยวก็สบายไป กลางคืนไปอาศัยนอนกะน้องคนไทยที่เมืองข้างๆ
ประหยัดไปได้อีก 20 ยูโร.......แฮ่
จะว่าไปของที่เมืองฝั่งนี้ถูกกว่าmunichอย่างชัดเจน (จริงๆไม่ว่าที่ไหนก็ถูกกว่า munich อ่ะนะ)
เสียดายไม่ได้ชอปปิ้งเลยซักกะร้าน ได้แต่มองแล้วเดินผ่าน
ด้วยความรึบกลัวจะเดินได้ไม่ครบอ่ะนะ แอบเฟลเล็กน้อย
กลับมา munich ก็เที่ยวต่อ.....เหอะๆๆ ไม่ได้จะเรียนเล้ย~
เมื่อวันอาทิตย์อากาศดีมากๆ หิมะหยุดตกไปแล้วก็อุ่นขึ้นหน่อย
(พักนี้ชักคิดถึงแดดเข้าทุกวัน นี่ฉันกำลังกลายพันธุ์ไปแล้ว....)
ข้าพเจ้าถือโอกาสไปเดินเล่นโดดเดี่ยวท่ามกลางคนมากมาย ยังกับเล่นmv
ไม่เข้าใจว่าทำไม๊ ทำไมคนที่นี่ชอบเดินเป็นคู่จัง แบบว่าทุกคนมีแฟนเป็นของตัวเอง
(คุยกะเพื่อนที่มาจากเนเธอร์แลนด์เค้าก็สงสัยเหมือนกัน แปลว่าที่นี่มันแปลกสินะ)
เดินไปก็เหงาไป.........คิดถึงเมืองไทยเน้อ......
ใจนึงก็คิดถึงเมืองไทยอ่ะนะ
แต่ใจนึงก็ไม่อยากกลับ
เราว่าที่เราเหงานิดหน่อยที่นี่เพราะไม่ได้มีเพื่อนอย่างที่เมืองไทยหล่ะมั้ง
แต่เมืองแล้วก็อะไรหลายๆอย่างที่นี่มันดีมากๆ จนอยากจะอยู่ไปตลอด
อย่างที่เคยบอกว่าหลงรักเมืองนี้ไปซะแล้วนั่นแหละ
พูดมาพูดไป สุดท้ายก็ลงเรื่องเดิม....เพี้ยน!!!!!!!!!
เอ้า...อัพสั้นๆละกันนะวันนี้
ทั้งง่วง ทั้งเหนื่อย และหงุดหงิด(นิดหน่อย)
ไว้เร็วๆนี้จะกลับมาจ้า...........
***************************
ปล. แก้ข่าวหน่อยเหอะ ฉันมิได้ตกหลุมรักกะใครทั้งนั้นหล่ะค่า...
ถ้าจะมีหนุ่มเยอรมันทำให้ฉันหวั่นไหวได้ก็คงเป็น Schweini ที่เลิฟคนเดียวเท่านั้นแหละ แหะๆๆๆๆๆๆ
(ทัศนาความน่ารักได้ที่รูปด้านล่าง คนอาไร๊ยิ้มเก่งชะมัด)
=======================
28/03/07
มาแอบ edit ไม่ได้ลบอะไรออกหรอก เอาไว้เป็นหลักฐาน ฮะๆ
ตอนนี้หายเฟลไปได้ติ๊ดนึง แต่ยังมีอยู่นิดๆน่ะ
คงไม่ได้เขียนเพิ่มแล้วจนกว่าจะกลับไป มีเรื่องเล่าอีกมากมายแต่ไม่เอาละ...
แค่จะมาบอกว่า หายหงุดหงิดแล้ว เฟลน้อยลง และคาดว่าจะหายในอีกไม่กี่วัน
และตอนนี้หน้าร้อนมาเยือนแล้วค่า....อากาศสดใสมากๆ เสียดายได้เห็นแค่อาทิตย์เดียวเอง
======================= March 21 เมืองสีขาวแวะมาอัพยามรอซักผ้าอยู่
พักนี้อัพบ่อยไม่ใช่ว่าไม่มีไรทำนะ แต่มันมีเรื่องให้เล่ามากมาย
ทั้งที่เล่าได้ และเล่าไม่ได้ (เอ๊ะ ยังไง?!?)
วันนี้หิมะตกหล่ะ!!!!!
จะว่าไปเมื่อวานก็ตกแต่นิดเดียว วันนี้สิ เกือบทั้งวันเลย (กระตุ้นต่อมขี้เกียจได้อย่างดี)
ตอนก่อนมาดูสภาพอากาศแล้วก็ไม่ได้คิดซักนิดว่าจะได้มาเจอหิมะที่นี่
เห็นว่าปีนี้ร้อนไวกว่าปกติ แล้วก่อนหน้านี้ก็เริ่มไม่ค่อยหนาวเท่าไหร่แล้วด้วย ตกใจเลยเรา
เสื้อกันหนาวที่เตรียมมาทำท่าว่าจะไม่พอจนได้น่ะสิ
ได้เห็นเมืองขาวๆ วันนี้เลยตัดสินใจเดินจากรพ.กลับหอพักด้วยตนเอง(ปกตินั่งรถไฟใต้ดิน)
ใช้เวลาไปเกือบ 1 ชั่วโมง แอบเลิ่กลั่กนิดหน่อยเพราะจำทางไม่ได้ไปช่วงนึง
แต่ก็กลับมาถึงอย่างปลอดภัยค่า......เสียดายอย่างเดียวตอนเย็นหิมะละลายหมดซะแล้ว
เวลาหิมะตกแล้วอยู่คนเดียวนี่มันเหงาซะจริงๆ
แหะๆ บางอารมณ์มันก็อยากมีใครซักคนมาอยู่ด้วยเหมือนกันน่ะน๊า~
(ขอบ่น-แล้วใครคนนั้นที่บอกว่าจะพาฉันไปดูละครน่ะหายหัวไปไหนแล้วคะ..มันหาตั๋วยากนักรึ!!?!?!?)
ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคนที่รอเมื่อไหร่จะผ่านเข้ามามั่ง
เมื่อวันก่อนแอบไปอ่านกระทู้ในห้องบางรัก ห้องลับของพันทิป
มีคนตั้งกระทู้ถามว่าคนที่ใช่นี่มันเป็นยังไงรึ
เห็นมีคนมาตอบมากมาย ต่างคนก็ต่างแนว สุดท้ายก็เห็นเหมือนกันหมดว่า
"ต้องเจอแล้วจะรู้เอง"
โถ่เอ๋ย......พูดกันง่ายๆน่ะนะ แล้วฉันจะไปเจอได้ที่ไหนกัน
ไหนๆ ก็ไหนๆ ขอเล่าหน่อยเหอะ
นานๆทีจะได้ประทับใจในใครซักคนอย่างจริงจังซักที
เมื่อวันก่อนไปกินข้าวแล้วก็ไปต่อที่ Beer house มา ไปกันราว 20 คนได้
(สนุกสนานกันมั่กๆ...แต่คนเมานี่ไม่ควรเข้าใกล้จริงๆ เหอะๆ)
ที่ beer house ปิดประมาณ 5 ทุ่ม...ก็จับกลุ่มยืนประชุมกันอยู่หน้าร้านว่าจะไปต่อที่ไหนดี
เราที่ออกจากหอแต่หัววันไม่ได้เตรียมมายืนในที่โล่งตอน 5 ทุ่มเลยซักนิด
ตอนนั้นยืนสั่นงั่กๆ ใครถามว่าอยากไปไหนก็ได้แต่ตอบว่า anywhere~( ที่ไม่ใช่ที่นี่น่ะเว้ย-คิดในใจ )
ท่ามกลางคนมากมาย ก็มีคนๆนึงถอดโค้ทตัวเองยื่นมาให้
ถึงจะเกรงใจ(แต่ตรูก็หนาวอ่ะ) แต่เจ้าตัวยืนยันหนักแน่นว่าเสื้อข้างในเค้าอุ่นพอแล้ว
เลยรับมาใส่ รอดตายไปจนได้
วันรุ่งขึ้นที่เจอกัน ตานี่เป็นหวัด กินทิชชูไปหลายสิบแผ่น
ยังมีหน้ามาถามว่าเสื้ออุ่นพอรึเปล่า....
ฉันก็รูสึกผิดเป็นเหมือนกันนะเฟร้ย
เมื่อไหร่น้อจะได้เจอคนแบบนี้อีก~*
ปล.คนๆเดียวกันนั้นเคยถามว่าตั้งแต่มาประทับใจอะไรที่นี่มากที่สุด....ถ้าถามอีกก่อนกลับอาจจะตอบว่าเป็น you ก็ได้นะ แฮ่~
ปล.อีกที...คนที่นี่ nice max ชักไม่อยากกลับเมืองไทยแล้วซิ March 15 ผู้หญิงคนนี้กำลังมีความรัก?!?!ไปตะลอนทัวร์ทางเหนือมา....
Berlin - Luebeck -(Hamburg) <=วงเล็บไว้เพราะจะไม่นับก็ได้ แค่ไปเหยียบเฉยๆ
3 วัน 2 คืน กับอีก 2 คืนบนรถไฟขาไปกะขากลับ(อยู่ทางใต้น่ะค่า)
เที่ยวคนเดียวเหงานิดหน่อย แต่สนุกมากมาย (ไม่ได้หมายความว่ามีเพื่อนไปจะไม่ดีนะ ถ้ามีก็ดีกว่าอยู่แล้ว)
ได้ไปที่ๆอยากไปตั้งหลายที่ ตามใจตัวเองสุดๆก็งานนี้ ถึงยังงั้นก็ยังรู้สึกว่าเที่ยวไม่พออยู่ดี แหะๆ
หลังจากไปเที่ยวกลับมา
จากที่ตอนแรกรู้สึกว่า munich มันเงียบเกินไปสำหรับเรา
แต่ตอนนี้ "หลงรักเมืองนี้ซะแล้ว"
Berlin กะ Hamburg เป็นเมืองใหญ่ที่น่ากลัว...
อันแรกนี่ไม่เท่าไหร่ แต่อันหลังนี่เล่นเอาเราไม่กล้าออกไปไหนเลยทีเดียว
ไม่รู้ว่าทำไมแต่มันมีความรู้สึกไม่ปลอดภัย (ให้อารมณ์เหมือนตอนเข้ากทม.ใหม่ๆล่ะมั้ง)
จริงๆเราชอบเมืองที่แสงสีเยอะๆ นะ แต่ในขณะเดียวกันก็อยากจะอยู่อย่างสบายใจด้วย
ที่ munich เป็นเมืองหลวง(ของแคว้น)ที่ไม่วุ่นวายมาก เงียบจนไม่คิดว่าเป็นเมืองท่องเที่ยวเลย
ตอนนี้เวลาขึ้นรถไฟหรือเดินไปไหนมาไหนที่นี่ก็เลยรู้สึกดีมากๆ
แบบว่าถ้ามีลูกก็อยากให้โตมาในที่แบบนี้แหละ ^^*
"เมืองใหญ่แสนสงบ"
วกมาเรื่องอาหาร
หลังจากความพยายามครั้งแรกล้มเหลวก็เหลือบไปเห็นเตาอบ
อยู่ๆก็อยากทำ "คุกกี้" ขึ้นมา
ได้สูตรมาแล้วท่าทางไม่ยากเท่าไหร่ วันนี้ก็เลยไปเดินหา ผงฟู ในsuper
เดินวนไปวนมาหลายรอบทั้งๆที่ไม่รู้ว่าผงฟูนี่มันเรียกว่าอะไรสุดท้ายก็หาไม่เจอ(หรือคือเดาไม่ออกนั่นแหละ)
ว่าแต่มันคือ baking soda หรือเปล่าหว่า!?!?!
กลับมาเรื่องเที่ยวอีกรอบ วันนี้โดดงานตอนบ่ายไปเดินเล่นมา
ไปที่ White rose museum กับAllianz arena (รู้จักกันรึเปล่าน้อ!?!?)
ที่แรกอยู่ในมหาลัยค่ะ....เป็นห้องเล็กๆอยู่ใต้บันไดอันใหญ่แค่นั้นเอง
เรียกว่าเป็นห้องไว้ให้ระลึกถึง Die Weisse Rose มากกว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์เค้าเรียก Kasse fur die Weisse Rose
ที่แบบนี้นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่คงไม่ได้มากัน...เราเองถือว่าโชคดีที่ได้รู้จัก
เพิ่งได้ดู Sophie Scholl แค่ไม่นานก่อนหน้านี้ พอมาเห็นจริงๆ ก็เลยรู้สึกดีกับที่นี่และคนกลุ่มนี้มากกว่าเดิมมากมาย~
ได้หนังสือมา 2 เล่มเนื้อหาเหมือนกันแต่คนละภาษา กะว่าคงอ่านจบก่อนกลับ
ข้างในเป็นเรื่องราวของ the white rose และก็จดหมายที่เค้าพิมพ์แจก
ถึงจะอ่านรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างก็จะพยายามคับ!!!!!
ส่วน Allianz arena ใครได้ดูพิธีเปิดตอนบอลโลกคงเห็นแล้วอ่ะนะ
มันคือสนามฟุตบอลของเมืองนี้นั่นเอง....ใหญ่ max
Olympicstadion ที่เบอร์ลินเค้าให้เดินดูเองได้โดยไม่ต้องซื้อทัวร์ ค่าเข้าแค่ 3 ยูโร อยู่ได้นานเท่าไหร่ก็ได้
ส่วนที่นี่บังคับให้ซื้อทัวร์ด้วย ตั้ง 8 ยูโรแต่อยู่ได้ไม่นานเลย(ชั่วโมงครึ่งเดินทั้งสนามน่ะ)
คิดว่าหลักๆคงเพราะคนมากันเยอะมากก็ได้ละมั้ง
แต่ 8 ยูโรนี่ได้เข้าไปห้องแต่งตัว Schweini ที่รักมาด้วย~ แค่นั้นก็มีความสุขละล่ะค่า...แหะๆๆๆ
(หาตั๋วไปดูจริงๆไม่ได้ แค่นี้ก็ยังดีฟระ)
ตอนออกมาแวะดูของที่ระลึกด้วย...มีกระทั่งมันฝรั่งตราสโมสรขาย อะไรมันจะขนาดนั้น
เดินไปเดินมาก็ได้แต่ดูอย่างเดียว ซื้อไม่ลง~ชั้นเก็บตังค์ไปเที่ยวanfieldดีกว่าย่ะ
สำหรับเรื่องแปลกประจำวัน....
ตอนนี้มีนักเรียนแลกเปลี่ยนมาจากอังกฤษมาอยู่ที่หอเดียวกะเรา
แบบว่าเป็นหนุ่มลอนดอนร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม สำเนียงกระแดะสุดๆ
คุยไปคุยมา อยู่ดีๆเค้าก็พูดออกมาว่า I FAIL~ (นึกสำเนียงเหมือนที่เราพูดๆกันเข้าไว้)
เหมือนเด๊ะอย่างไม่น่าเชื่อ.....นี่สรุปว่าที่เราพูดกันนี่มันถูกแล้วใช่ป่ะเนี่ย?!?!?!
สนุกสนานกับการหาความแปลกไปเรื่อยๆ
กำลังคิดว่าจะมีความรู้ติดตัวกลับไปมั่งไหมหนอ
เราไม่ได้คิดจะเอาแต่เล่นหรอกน๊า....อาจจะดูเฉยๆกับการทำงานแต่ก็อยากได้ความรู้ด้วยแหละ
ก็คิดว่าคงดีขึ้นทุกวันๆ เพราะวันนี้ก็ดีกว่าเมื่อวาน เพราะง้นพรุ่งนี้ก็ต้องดีกว่าวันนี้แน่นอน
คิดถึงทุกคนมากมาย~* March 07 lumbar puncture กับ ไข่เจียวแอปเปิ้ลไม่ได้มาอัพน๊าน....นาน
คงไม่มีใครเข้ามาดูแล้วแหละ แต่ก็อยากทำต่อๆไป เก็บไว้เป็นอนุสรณ์สถานของตัวเอง
วันนึงมาอ่าน คงขำน่าดู
วันนี้มีบอล liverpool-barca
ตอนนี้ก็กลางๆครึ่งหลังแล้ว
อาศัยอ่านรายงานสดจากพันทิปดอทคอมแสลชศุภชลาศัยอย่างเดียว
อุตส่าห์มาอยู่ซะใกล้ แต่หาดูลำบากกว่าอยู่เมืองไทยอีกแน่ะ คิดถึงนะเนี่ย!!!
วันนี้เกรดออก....
ไม่แย่เท่าที่คิดไว้ว่าจะเป็น เรียกว่าก็พอใจในระดับหนึ่งละ
แต่วิชาที่เก็งว่าต้องห่วยมันไม่พลิกโผเอาซะเลย
ปีหน้าต้องดีกว่านี้ให้ได้!!!!
ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการชุบตัว ไม่รู้เหมือนกันว่ากลับไปจะดีขึ้นรึเปล่านะ ฮ่าๆ
มาอยู่ neuroศัลย์ล่ะ
ชื่อร.พ. Klinikum Rechts der Isar
มาถึงเพิ่งจะรู้ว่านิวโรที่นี่ดังมากๆ มีนักเรียนจากเมืองอื่นมาเรียนด้วยเลยนะ
มีตึกเป็นของตัวเองด้วย (เพิ่งจะย้ายมาได้อาทิตย์เดียว) โอ้ว!!! มีตังค์มันดียังงี้นี่เอง
อยู่ได้ 2 วันก็ยังไม่ค่อยได้ทำไร
ได้แต่เจาะเลือดกะแทง IV แล้วก็มีคนใจดีสอนตรวจร่างกายให้นิดหน่อย
เข้าconference กะward round นี่เหนื่อยเหลือแสน
พี่เล่นมีศัพท์แพทย์เป็นภาษาตัวเอง กว่าจะแกะได้ออกแต่ละคำเค้าก็คุยกันจบพอดี
สุดท้ายได้แค่รู้ว่าคนไข้เป็นอะไรเท่านั้นเอง ก็หวังว่าต่อๆไปคงชิน
highlight ของวันอยู่ที่ lumbar puncture ล่ะ
ที่นี่เค้าทำกันแบบไม่ฉีดยาชา....
ก็แปลกดีที่คนไข้ดูไม่เห็นเจ็บมากมายเลย...หรือว่าจริงๆแล้วยาชามันไม่ได้ช่วยกันแน่เนี่ย
จะว่าไปแล้วที่มานี่ดูจะได้เรียนรู้ชีวิตมากกว่าวิชาการมากมายนัก
อยู่คนเดียวก็สนุกดี แต่ก็ลำบากใช้ได้
ไปเรียนเสร็จแทนที่จะกลับบ้านมีคนทำกับข้าวรอไว้ให้ หรือกลับหอชวนเพื่อนออกไปกินข้าว
แต่ตลอดทางนั่งรถไฟต้องมาคิดว่ามีอะไรอยู่ในตู้เย็นมั่ง
แล้วจะเอามันมาทำไรได้....ต้องซื้ออะไรเพิ่มอีกมั๊ย
รู้สึกเหมือนเป็นแม่บ้านที่ทำงานนอกบ้านไปด้วย ขืนต่อไปต้องเป็นงี้ไปตลอดไม่เอาด้วยล่ะค่า
กับข้าวก็ใช่ว่าจะทำเป็นซะที่ไหนล่ะเรา
ตัวอย่างเช่น.....
วันนี้พยายามจะทำไข่เจียวแฮมกะแอปเปิ้ลล่ะ
มีไข่ มีแอปเปิ้ล มีแครอท พร้อม....แต่ไม่มีเนย
ก็เลยเอาชีสแผ่นๆที่ไว้กินกะแซนด์วิชใช้แทนเนย....เพิ่งรู้ว่ามันใช้แทนกันไม่ได้แฮะ
แถมไฟก็เหมือนจะไปร้อนพอ(เป็นเตาไฟฟ้าน่ะ) ไข่ก็ไม่สุกซะที จนชีสแห้งติดขอบกะทะไปแล้ว
เลยตัดสินใจ คนมันซะเลย....จากไข่เจียวเลยกลายเป็นแครอทผัดไข่( หน้าตาแบบในรูปนั่นเลย )
สงสัยว่าเดือนนึงนี้ คงได้ทำครัวเค้าไหม้เข้าซักวัน
วันนี้แค่นี้ก่อนละกันเนอะ.....เดี๋ยวไม่ได้นอน
--บอลแพ้แต่เข้ารอบเว้ย-- December 07 bring back all my memoryไปดูละคร family concert มาล่ะ
ปีนี้เป็นได้แค่ป้าแก่ๆ นั่งดูน้องๆเค้าเล่นกันไป
ดูแล้วก็นึกถึงวันเก่าๆ
ช่วงเวลาดีๆ มักผ่านไปเร็วกว่าปกติเสมอนั่นหละนะ
ตอนนี้ก็ได้แต่ตั้งหน้าตั้งตาทำสิ่งที่มีอยู่ให้ดีที่สุด
แล้วก็จำไว้ว่าเคยมีวันหนึ่งที่เราได้ทำสิ่งที่รัก
และเราได้ทำมันอย่างเต็มที่แล้ว~*
พูดถึงละคร
ปีนี้ก็เป็นละครเพลงอีกแล้ว แต่เป็นแนวไทยๆ
น้องๆทำกันได้สดใสดี
ต่างจากปีเราที่ทำเป็นแนวมืดๆหน่อย ทั้งบทและบรรยากาศ
(แอบดีใจนิดนึงที่ได้ฟื้นฟูความเป็นละครเพลงกลับมา)
ได้ยินหลายคนเปรียบเทียบงานของเรากับน้องๆเหมือนกัน
จริงๆแม้แต่เราเองก็ยังอดไม่ได้ในบางจุด
ซึ่งก็เป็นธรรมดาของคนที่ทำมาก่อนน่ะนะ ก็มีบ้าง เล็กน้อย
เพราะอย่างนั้นเลยรู้สึกไม่ดีกับตัวเองอยู่บ้าง
รู้ทั้งรู้ว่ามันคนละแนว เทียบกันไม่ได้หรอกงานแบบนี้
แต่ละเรื่องก็จะมีดีของตัวเอง มีจุดดึงดูด มีแสน่ห์ที่ต่างกันไป
ส่วนสำคัญที่สุดคือคนดูมีความสุข
นั่นน่าจะเป็นสิ่งที่คนละครทุกคนต้องการแล้วไม่ใช่เหรอ
วันนี้หลังดูละครน้องจบก็กลับมาเปิดของตัวเองดูอีกรอบ
( ทั้งๆที่รายงานยังไม่เสร็จ และงานอื่นกองเป็นตั้งๆ )
คิดถึงเหมือนกันนะเนี่ย
ถ้าย้อนเวลาได้ ถึงแม้จะมีบางจุดที่อยากแก้
แบบว่าดูทีไรก็อยากแก้น่ะ
แต่นึกๆ ไปแล้ว ตอนนี้นทั้งเราและเพื่อนๆ ก็ทำดีที่สุดเท่าที่ทำได้แล้ว
พยายามกันมากๆ อย่างนึกไม่ถึง
วันนี้หลายๆคนที่แสดงในปีที่แล้ว ก็บ่นคิดถึงเหมือนกัน
บางคนก็อยากเล่นอีก บางคนก็อยากเล่นใหม่555
พอเป็นแบบนี้ก็มีความสุข
ถ้าอีกหลายๆปีผ่านไป เราได้มานึกถึงเรื่องเก่าๆ
มาบ่นเรื่องเดิมๆ ด้วยกันปีละครั้ง
เราว่ามันก็สนุกดีเหมือนกันนะ!!!!!!
********************************
ps. อยากได้รูปปีที่แล้วอ่า...คอมเจ๊ง หายหมดเลย November 30 ความตั้งใจอยากตั้งใจเรียน
อยากตั้งใจอ่านหนังสือ
เพราะรู้ทั้งรู้ว่าอนาคตจะดีได้ก็ต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้แล้ว
แต่......
นิยายเพี้ยน
งานราษฎ์ที่หมักไว้
เน็ต
เที่ยว......
ทำไมถึงมีสมาธิอ่านหนังสือแบบคนอื่นไม่ได้ซะทีนะ
เราว่าเราก็ไม่ได้สมาธิสั้น
แค่จะมีสมาธิกับเฉพาะบางสิ่งบางอย่าง
และไม่เคยสำนึกอะไรจนกว่าจะไฟลน
อาจเพราะทุกครั้งก็พอจะประคับประคองตัวรอดได้มาตลอด
นี่ถ้าไม่มีบทเรียนแรงๆสักหนก็คงไม่สำนึกไปตลอดชีวิตนั่นล่ะ
แต่ก็ขออย่าให้มีเลย
ซักวันคงทำได้ด้วยตัวเอง (หวังไว้น่ะนะ) July 16 returnsพักนี้หงุดหงิดง่าย...
พาเอาคนใกล้ตัวทั้งหลายต้องพลอยมาปรับตัวตามอารมณ์เราไปด้วย
ขอโทษจริงๆนะ
ตอนนี้บอลโลกจบไปแล้ว
พร้อมกับที่ 3 ของเยอรมัน(เอาเหอะ...สร้างทีมใหม่เกือบหมด ได้แค่นี้ก็ดีแล้ว)
ชีวิตกลับเข้าสู่วงจรปกติ นอนมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
รอยดำๆที่ขอบตาจะได้หายไปซะที!!!
เอ้าๆ เว้นวรรคจากการอัพบล็อกไปซะนาน มีเรื่องราวเกิดขึ้นตั้งมากมายแน่ะ
เมื่ออาทิตย์ก่อน หลังจากที่รู้ว่าไม่ต้องอยู่ on call ก็ดีใจอย่างออกนอกหน้า
ก็ทั้งจะได้ไปงานพี่บัณฑิตอย่างสบายใจแล้วยังได้ไปเที่ยวพัทยาด้วย
อุตส่าห์วางแผนหลีกเลี่ยงรถติดตอนวันศุกร์ซะอย่างดิบดี ด้วยการนั่งรถไฟฟ้าไปหาร้านแต่งหน้าทำผมใกล้ๆ
สุดท้ายก็ยังไปถึงซะเกือบ 3 ทุ่ม...นอกจากไม่มีอะไรกินแล้วยังไม่ค่อยเจอเพื่อนอีกต่างหาก
เซ็งไป 1 เรื่อง
พอวันเสาร์ไปซื้อชุดว่ายน้ำใหม่ กะว่าไปเล่นที่พัทยาคราวนี้แหละ
ไปถึงก็ได้เล่นนะ ตอนเย็นๆ เล่นน้ำอยู่ชั่วโมงกว่าๆ ก็ต้องขึ้นแล้วเพราะปะป๊ามีนัดไปกินข้าว
(อาหารทะเลสดๆนี่กินแล้วมีความสุขจริง^^)
ปรากฎว่าวันรุ่งขึ้นหลังจากไปทำธุระช่วงเช้าเสร็จ บ่ายๆก็กะว่าจะลงน้ำอีกรอบ
กลายเป็นว่าภาวะ syncope+anemia ถามหาอีกจนได้
(เนื่องจากเห็นว่า Hct มัน 37 แล้วก็ไม่ได้กินเหล็กที่ได้มาต่อ...side effect แรงเกินรับไหวจริงๆ)
รู้สึกว่าผ่านไปเดือนกว่าๆเท่านั้นเอง มันกลับมาอีกแล้ว พร้อมกับ version up มี n/v ร่วมด้วย
งานนี้เลยต้องนอนพักไปตลอดบ่าย
ตื่นมาอีกทีปะป๊า มะม๊า พาน้องๆไปเริงร่าอยู่ริมสระไปแล้วเรียบร้อย ข้าพเจ้าก็นั่งดูทีวีไปสิ
งานนี้ไปถึงพัทยาแต่ไม่ได้แม้กระทั่งสัมผัสทราย เจ็บใจ!!!!!!!!!!!!!!!
หลังจากพักผ่อนไป 4 วันเต็มๆ ก็กลับมาสู้กันต่อกับ gynecology หรือนรีเวชนั่นเอง
สัปดาห์นี้ต้องออก opd....เศร้าเกิน
ไม่ชอบward นี้เลยจริงๆ ตอนนี้ก็ต้องอาศัยความอดทนเล็กน้อย
คาดว่าคงผ่านไปได้ในอีกไม่ช้า....
พักนี้ใครเห็นเราเซ็งๆ ก็อย่าว่ากันนะ
คาดว่าเป็น side effect จากวอร์ดนรีเวชแหงแซะ June 23 วันสบายๆ กับเรื่องสบายๆแวะมาอัพสั้นๆก่อนกลับบ้าน นั่งรอปะป๊ามารับอยู่ไม่รู้ถึงไหนแล้ว...
จริงๆก็ไม่มีเรื่องไรมาคุยด้วยแหละ พักนี้ชีวิตวนเวียนอยู่กับบอลโลกไม่ค่อยได้โผล่ออกไปเห็นโลกภายนอกเท่าไหร่นัก
ใครมีหนังไรน่าดูมาแนะนำก็บอกกันมั่งนะ อยากดูหนังแต่ไม่รู้เรื่องอะไรกะเค้าเล้ย~
(ขณะนี้คุณยูก่วยนั่งอยู่ข้างๆ...รอแม่มารับเหมือนกัน)
เปิดเทอมมาเดือนกว่า(แบบขึ้นวอร์ดจริงๆน่ะ)สอบไปแล้ว 2 ครั้ง
แปลกดีที่ปีนี้เราไม่ได้เครียดเหมือนครั้งก่อนๆ แถมยังตั้งใจเรียนมาขึ้นด้วย!!!!
คงเป็นเพราะส่วนหนึ่งเราชอบการเรียนแบบกลุ่มเล็กๆ
รู้สึกว่ามันเข้าถึงความรู้ดี ไม่รู้ทำไมเหมือนกันเนอะ
อีกส่วนหนึ่งคือเราโชคดีด้วย แบบว่าโชคดีมากๆๆๆๆที่ได้มาอยู่กะเพื่อนๆ 411
การเรียนที่เคยน่าเบื่อ ก็สนุกขึ้นมาอีกระดับนึง
ไม่รู้เหมือนกันว่าพอขึ้นmajorก็ต้องแยกๆกันไปแล้วจะเป็นยังไงสิน่า...
เอ้า...บอกว่าจะอัพสั้นๆ ก็สั้นจริงๆ ไปก่อนนะคะ
แล้วคราวหน้าเจอกัน(อาจจะหลังบอลโลกจบนั่นแหละ)
~may the force be with you~
June 13 Worldcup Feverแอบเปลี่ยนรูปในนี้ต้อนรับกระแสบอลโลกกันหน่อย
แต่มีแค่ทีมเดียวแหละ สุดที่รักของเราเอง
(อภินันทนาการจาก http://fifaworldcup.yahoo.com)
ไว้จะมาคอย update รูปอยู่เรื่อยๆละกันนะจ๊ะ
หลังรอคอยมาหลายเดือน เทศกาลแห่งความโทรมก็มาถึง
ดีใจเล็กๆ ที่ตอนนี้อยู่ minor แต่สภาพก็ไม่ได้แพ้พวก major เท่าไหร่
ถ้าเห็นเราเหม่อๆ เวลาเดิน เอาเป็นว่าเข้าใจกันหน่อยละกันนะ
นอนน้อยมากกกกกกกกกกกก
ไม่รู้คนอื่นเป็นกันมั่งมั๊ยเวลาเรียกนักบอลเราจะมีสรรพนามแหละ...
เรียงไปตามลำดับความอาวุโส
(ซึ่งดูจากหน้าตาไม่ค่อยได้ซะด้วยแฮะ)
แบบว่าถ้าเด็กกว่าเราแบบเมสซี่เนี่ยก็เรียกน้องเมสนะ...ฟังดูเด็กๆดีอ่ะ
แต่ไม่ค่อยจะมีเลย ปีนี้มีแค่เมสกะฟาเบรกาสเองมั้ง?!? แปลว่าเรายังไม่แก่สินะ
ถ้าอายุมากขึ้นมาอีกนิด ซัก 20 กว่าๆ แล้วทำตัวไม่แก่จนเกินไป
ตามปกติแล้วจะเรียกน้า แต่ก็อาจเผลอเรียกพี่ออกมาได้เป็นบางครั้ง
โดยเฉพาะเวลาลุ้นๆอยู่ ประมาณว่า"ยิงนกเหรอพี่!!!!!!!"
อีกพวกนึงคือเหล่าคุณลุงทั้งหลาย...เยอะด้วยหล่ะ
อันนี้เรียกเหมารวม ทั้งพวกที่แก่แล้วจริงๆอย่างลุงคาห์น (37แล้วนะ)
หรือพวกที่ทำตัวแก่เกินอายุ+++ อย่างลุงเจิดเป็นตัน(อายุ 26 ทำตัวเหมือน 35)
รวมถึงพวกที่หน้าแก่ด้วย(ร็อบเบนนี่ตัวอย่างชั้นดีทีเดียวเพิ่งจะ 22 หน้านี่ไปไหนแล้วไม่รู้)
ส่วนคุณปู่ข้างสนามที่เวลาเห็นลูกทีมยิงได้แล้วกระโดดโลดเต้นตามไปด้วยเนี่ย
เราดูไปก็หวั่นใจจริงๆว่าคุณปู่จะมีโรคหัวใจอยู่รึเปล่าว๊า.......
(งานนี้รวมคุณคลิ้นซี่ไปด้วย แม้อายุไม่ให้แต่สถานภาพก็เป็นไปแล้วล่ะ)
ยังไงก็อยากให้เหล่าคุณปู่รักษาสุขภาพกันหน่อย อย่าเครียดมากนะคะ!!!
มาถึงพวกเราๆ เหล่าแฟนบอลไม่ว่าจะเฉพาะกิจแค่บอลโลกหรืออื่นๆก็ตาม
ถึงจะสนุกสนานกับเทศกาลนี้ ก็เอาแค่พอดีนะคะอย่าหักโหมนัก(เตือนตัวเองเหอะ!!)
และที่สำคัญ มากๆๆๆๆเลยล่ะ
การพนันเป็นสิ่งไม่ดี ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวจะดีที่สุด
ใครที่ลองแล้ว เลิกได้ก็ดีค่ะ
บอลมันก็แค่ลูกกลมๆ พลิกไปพลิกมาได้ตลอดเวลา อย่าไปไว้ใจมันเลย
สุดท้ายนี้ ใครอ่านบล็อกเราวันนี้ไม่รู้เรื่องก็ขอโทษทีนะ
เข้าใจว่ามีชื่อใครก็ไม่รู้เยอะแยะไปหมด แต่ถ้าติดตามบอลโลกไปเรื่อยๆก็จะรู้เอง
แบบว่าตอนนี้กะลังเบลอ~*
รับรองว่าคราวหน้าจะมาด้วยสติที่มั่นคงกว่านี้ค่ะ June 01 จิตเวชกับx-men (เกี่ยวกันมั๊ยเนี่ย)เขียนรายงาน........................
กลายเป็นภารกิจหลักของชีวิตไปแล้ว
หลังเริ่มขึ้นวอร์ดมาได้ 2 สัปดาห์ กับการประเดิมด้วย "จิตเวชศาสตร์"
วิชาที่ว่าด้วยการขุดคุ้ยเรื่องชาวบ้านให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
แล้วเอาเรื่องราวเหล่านั้นมาวิเคราะห์ตามหลักวิชาการ
จริงๆมันก็ดีอยู่หรอกถ้ามีแค่นั้น
แต่โลกแห่งความจริงมันไม่ใจดีน่ะสิ
เพราะนอกจากจะต้องทำ 2ข้อข้างบนแล้ว
ยังต้องเอาทั้ง 2 อย่างลงมาเขียนๆๆๆๆ ลงไป
หรือที่เรียกกันว่าการเขียนรายงานนั่นเอง
คงเพราะการขุดคุ้นประวัติชนิดทุกซอกทุกมุมนั่นล่ะ
ทำให้วิชานี้เป็นวิชาที่ต้องเขียนรายงานยาวที่สุด
แต่ละชิ้นนี้แทบจะทำเป็นเรื่องสั้นได้เลย
ยิ่งถ้าได้ประวัติมายาวๆแล้วล่ะก็ เอาไปทำนิยายยังได้
เราเองสารภาพเลยว่าตั้งแต่บท citta peccato จบไป
ไม่เคยเขียนอะไรยาวๆได้อีกเลย
จนกระทั่งมาเจอรายงานนี่แหละ สนุกสนานเกินบรรยาย
(ขณะที่กำลังเพ้ออยู่นี่ก็ยังมีค้างอยู่อีก 1 ชิ้น)
เราว่าเพื่อนๆที่ชอบเขียนหรือมีความสามารถทางด้านนี้
เวลามาขึ้นวอร์ดนี้คงรู้สึกดีเป็นพิเศษ
เนื่องด้วยไม่ต้องคิดพล็อทเองด้วยนะ
แค่เอาคำมาเรียบเรียงให้เหมาะสม ลำดับเรื่องราวให้ดี
(ให้มีสาระด้วยนะ!!!)
ทำๆไปก็สนุกดีเหมือนกัน
เอาเป็นว่าได้ลองมาพบเจอแล้วก็จะรู้เองล่ะเนอะ
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
เปลี่ยนเรื่องนิดหน่อย
เมื่อวานไปดู x-men มา
ใครว่าภาคนี้ห่วยเราไม่สนหรอก เราว่ามันก็สนุกดี
อาจเพราะเราไม่ได้เป็นแฟนพันธุ์แท้ด้วยล่ะมั้ง
ก็ดูเอาความสนุก ถ้าเป็น spider man ก็ไม่แน่(อยากดูอ่า..- -")
ดูๆแล้วก็กลับมาคิด
เออ...ถ้าเลือกได้อยากมีพลังอะไรดีนะ
ตอนแรกอยากได้แบบ roque แต่ดูๆแล้วน่าสงสารพิลึก
โดนตัวใครก็ไม่ได้ดูดพลังเค้ามาหมด
ว่าแล้วก็เปลี่ยนใจ
นึกไปถึงคนที่แยกร่างได้
เป็นอย่างนั้นก็เจ๋งดีนะ แบบว่าเอาร่างจริงไว้นอนกะเล่นเน็ต(กินด้วย)
ส่วนที่เหลือก็แยกกันไปเรียน ไปทำงาน
สบายใช้ได้ทีเดียว
คิดไปคิดมาชักเริ่มโลภมาก อยากได้นู่นได้นี่เต็มไปหมด
(คนเราก็งี้แหละน้อ..ไม่รู้จักพอ)
สุดท้ายก็ตัดสินใจได้
ถ้าเลือกได้อยากเป็น ice man
ไม่ใช่อะไรหรอก เห็นทุกวันนี้โลกเราร้อนขึ้นทุกวัน
เดี๋ยวน้ำแข็งละลายหมดแล้วเพนกวินจะไปอยู่ที่ไหน
เพราะงั้นเราจะสร้างบ้านให้มันเอง!!!!!!!!!
ใครแวะมาอ่าน บอกไว้ด้วยก็ดีว่าอยากมีพลังอะไรและเพราะอะไร?
ก็เราอยากรู้นี่นา?!?! May 14 Oh Captain, My Captainเมื่อคราวที่แล้วมาอัพแบบหงุดหงิดไปนิดนึง ยังไงก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย
ขนาดตั้งใจไว้แล้วนะว่าจะไม่ใช้เสปซเป็นที่ระบายอารมณ์ ยังออกมาเป็นเยี่ยงนี้ได้
แต่พอเห็นคอมเมนท์หลายๆอันแล้วชื่นใจ ขอบคุณสำหรับกำลังใจนะคะ
ขอโทษอีกด้วยที่ไม่ได้ไปเมนท์ใครเลย แบบว่าช่วงนี้มันเพี้ยนๆน่ะเรา โทษทีน้า~*
เอ้า!!!เข้าเรื่องๆ
เคยได้ยินประโยคที่ว่า "Never Say Die" กันมั๊ย
มันก็คือการไม่ยอมแพ้จนกว่าจะถึงที่สุดนั่นแหละ
เมื่อคืนวานเป็นอีกครั้งที่เราได้รู้ซึ้งถึงอานุภาพของคำนี้
ขอสารภาพว่าเราเป็นคนนึงที่ไม่ค่อยจะยอมรับความพ่ายแพ้ของตัวเอง
และถ้าคิดว่าจะแพ้เมื่อไหร่ เราจะถอนตัวทันที
ทั้งๆที่หลายๆครั้งนั้น เรายังไม่ได้สู้จนถึงที่สุดเลยด้วยซ้ำ
ด้วยเหตุนี้จึงเกิดการเสียดายทีหลังขึ้นมาบ่อยๆ ว่าทำไมตอนนั้นไม่สู้นะ
มีพักหลังๆนี่แหละ ที่เราเริ่มจะดีขึ้น
อาจเพราะประสบการณ์ความผิดพลาดมากมายที่พบเจอ
บวกกับอีกหลายๆคนที่เป็นแรงบันดาลใจชั้นดี
อยากจะขอบคุณเค้าเหล่านั้น ที่เราคงร่ายเรียงชื่อได้ไม่หมด
ยังไงก็ขอบคุณนะคะ
ส่วนที่บอกว่าเมื่อคืนวานเราได้เห็นอีกครั้ง
กับความขลังของคำๆนี้
ใครที่รู้จักเราดีพอ คงรู้ว่าหมายถึงอะไร
อาจจะคิดว่ามันไม่ได้มีสาระพอจะเอามาเป็นข้อคิดอะไรได้นัก
แต่เราเชื่อว่าความคิดบางอย่างที่ค่อยๆฝังลงไปในตัวคนๆนึง
แม้ว่าตอนนี้อาจไม่ได้ดูสวยหรู หรือเป็นหลักการมากมาย
สักวันมันก็จะมีประโยชน์ขึ้นมาได้แน่นอน May 08 หมูอบ-ผลิตภัณฑ์ส่งออกชั้นดีจากหอหญิงขณะนี้เวลา 22.40น.
ยังสะสางงานไม่เสร็จ
แต่เบื่อแล้วโว้ย...............................
เท่านั้นแหละ ร้อนด้วย
บ่นไปก็เท่านั้น ว่าแล้วก็เปิดพัดลม 2 ตัวเป่าๆๆๆๆ
แต่!!! ยังไม่หายร้อน
เพราะลมที่ออกมามันเป็นลมร้อน
อะไรจะขนาดนี้เนี่ย
ปล. หาเรื่องใส่ตัวเองจะโทษใครได้ล่ะทีนี้ |
|
|